หยิบกระเป๋าและออกเดินทางไปกับใบเฟิร์น อัญชสา มงคลสมัย

เราได้ยินใครหลายคนบอกว่าการท่องเที่ยวคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด และเราก็ไม่เคยปฏิเสธคำพูดนั้น เพราะถ้ามองย้อนกลับไป ช่วงเวลาที่ได้พบเจออะไรใหม่ๆ พร้อมกับเพื่อนหรือครอบครัวที่เรารัก ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ช่วยเพิ่มพลังกายพลังใจให้เราอย่างมหาศาล และทำให้เราเฝ้ารอทริปต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ แต่ถ้าพูดถึงการเที่ยวคนเดียวล่ะ? มันกลับดูน่ากลัวไปซะอย่างนั้น เพราะคนส่วนใหญ่จะกังวลเรื่องความปลอดภัย ภาษา อาหารการกิน วัฒนธรรม และความเหงาเวลาไม่มีคนคอยอยู่ใกล้ๆ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของผู้หญิงคนนี้ เธอคือนักแสดงสาวที่หลงใหลในเสน่ห์ของการเที่ยว และเป็นเจ้าของเพจบันทึกการเดินทางที่มีผู้ติดตามมากกว่าแสนคน ความฝันของเธอคือการออกเดินทางรอบโลกเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีประสบการณ์ใหม่ๆ อีกมากมายที่รอเราอยู่ เราขอชวนคุณมารู้จักเรื่องราวสนุกๆของใบเฟิร์น อัญชสา มงคลสมัย เจ้าของเพจ Bivoyage ที่จะเปลี่ยนให้คุณกล้าและอยากลองหยิบกระเป๋าออกไปท่องโลกกว้างดูสักครั้ง!


1.ใบเฟิร์นเริ่มทำเพจ Bivoyageได้ยังไงครับ ?
ตอนแรกเฟิร์นชอบเที่ยวเฉยๆ แล้วพอชอบเที่ยวก็จะชอบถ่ายรูป จากนั้นพอลงรูปก็จะมีคนมาถามว่า ที่ไหนอ่ะ ไปยังไงอ่ะ เราก็เลยเริ่มเล่าให้ฟัง แล้วก็รู้สึกว่าการที่เราคุยกับคนๆ นึงเรื่องการท่องเที่ยวมันมีความสุขจังเลย เฟิร์นชอบที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ชอบที่จะบอกข้อมูลออกไปแล้วมีคนกลับมาเล่าให้เราฟังว่าไปทำตามมาแล้วนะ ก็เลยเริ่มจากแชร์เรื่องการท่องเที่ยวของเราลงกระทู้ในพันทิปอะไรอย่างงี้ค่ะ แล้วก็คนก็ชอบกันเยอะ ถามข้อมูลกันเยอะ เราเลยรู้สึกว่าเราน่าจะมีช่องทางเป็นของตัวเองจริงๆ ก็เลยเริ่มมาทำเพจ Bivoyage บนเฟสบุ๊กค่ะ . เฟิร์นชอบประโยคที่เค้าบอกว่า Happiness Only Real When Shared มันเป็นแบบนั้นจริงๆ นะ ความสุขมันจะจริงก็ต่อเมื่อเราได้แบ่งปันออกไป ไม่ใช่แค่เก็บไว้คนเดียว .

2. จำได้ไหมว่าตัวเองเริ่มชอบการท่องเที่ยวตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
ทริปแรกที่ทำให้รู้สึกว่าชอบเที่ยวก็น่าจะเป็นตอนไปขึ้นเขาช้างเผือกกับเพื่อนที่จังหวัดกาญจนบุรีค่ะ การเดินเขามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่าการออกไปเจอโลกกว้างมันดีจังเลย ธรรมชาติมันใหญ่โตมากๆ จนเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่จุดเล็กๆ บนโลกใบนี้ มันเป็นครั้งแรกที่เฟิร์นเห็นดาวเยอะขนาดนั้นบนฟ้า อย่างเราอยู่กรุงเทพฯ เรามองฟ้าอย่างมากก็เห็นดาวสว่างอยู่ไม่กี่ดวงใช่ไหมคะ แต่วันนั้นเรานอนมองท้องฟ้าและไม่มีจุดไหนที่ไม่มีดาวเลย เรารู้สึกอเมซิ่งกับทุกอย่างในทริปจนรู้สึกว่าการท่องเที่ยวนี่ล่ะคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากจริงๆ. อีกอย่างคือรู้สึกว่าเราชอบความลำบาก เพราะชีวิตมันสบายมาเยอะแล้วอ่ะ เรารู้สึกเบื่อ เราอยากลองทำอะไรที่มันท้าทายตัวเองบ้าง แล้วจะบอกว่าการเดินเขามันเหมือนการทำสมาธิมากๆ มันได้อยู่กับทุกย่างก้าว แล้วมันเป็นชั่วโมงที่เราได้คุยกับตัวเองจริงๆ เหมือนได้ทบทวนว่าชีวิตที่ผ่านมามันเป็นยังไงบ้าง แล้วหลังจากนี้มันจะเป็นยังไงต่อ


3. ใบเฟิร์นเริ่มออกมาเที่ยวคนเดียวได้ยังไงครับ ?
การเที่ยวคนเดียวมันเริ่มมาจากการอกหักค่ะ เบสิกเนอะ ไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกันว่าตัวเองจะไปเที่ยวคนเดียวด้วยเหตุผลนี้ ฟีลอินดี้อารมณ์คนติสต์แตกน่ะ แบบคนอกหักไม่อยากกลับกรุงเทพฯ ไม่อยากกลับมาเจอบรรยากาศเก่าๆ ตอนนั้นไปเที่ยวไอร์แลนด์กับเพื่อนค่ะ แต่เราเลื่อนตั๋วกลับและอยู่ต่ออีกประมาณ 2-3 วัน ไม่นานมากเพราะต้องกลับมาทำงานต่อ จำได้ว่าตอนแยกกับเพื่อนจริงๆ มันโหวงมาก ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนในชีวิต เพราะมันไม่ใช่แค่การไปเที่ยวต่างจังหวัดนะ มันเป็นการอยู่ต่างประเทศคนเดียว แต่เฟิร์นก็บอกกับตัวเองว่า เอาวะ ต้องรอด! อะไรแบบนี้..

4. การออกไปเที่ยวคนเดียวเปลี่ยนชีวิตของใบเฟิร์นยังไงบ้าง?
อย่างที่บอกว่าเฟิร์นเป็นลูกคนเดียวแล้วแบบทำอะไรไม่ค่อยเป็นใช่ไหมคะ มีอยู่ครั้งหนึ่งเฟิร์นไปทริปคนเดียว แล้วไปซื้อซุปมาจะเอามากินแต่ทำซุปไม่เป็น เลยต้องวีดีโอคอลไปถามวิธีต้มซุปจากแม่ เครื่องซักฟ้าเฟิร์นก็ใช้ไม่เป็น ก็ต้องวีดีโอคอลไปหาเพื่อนให้อธิบายว่าแต่ละปุ่มมันใช้ทำอะไรบ้าง คือเฟิร์นทำไม่เป็นเลยจริงๆ จนตอนนั้นก็ถามตัวเองว่าเราทำอะไรไม่เป็นขนาดนั้นเลยเหรอ? แล้วอยู่คนเดียวจะรอดไหมเนี่ย? นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่าต้องหัดทำอะไรคนเดียวบ้างนะ .เดือนเมษาปีหน้า เฟิร์นมีแพลนจะไปเป็นอาสาสมัครที่ต่างประเทศคนเดียว เฟิร์นรู้สึกว่าตัวเองโตและน่าจะออกจาก Comfort Zone ได้แล้ว เพราะด้วยความที่เราโตมาแบบมีคนดูแลทุกอย่าง ไม่ค่อยได้ทำอะไรเองเท่าไหร่ เลยรู้สึกว่าเราต้องกระเทาะเปลือกนั่นออกมาได้แล้วค่ะ บางคนก็ถามว่าทำไมต้องไปเป็นอาสาสมัคร ทำไมไม่ไปเรียนล่ะ แต่เฟิร์นรู้สึกว่าเฟิร์นไม่ได้มีอะไรที่อยากเรียนเป็นพิเศษ เฟิร์นอยากใช้ชีวิตมากกว่า นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเฟิร์นเลือกไปเป็นอาสาสมัครค่ะ .


5. การเตรียมตัวก่อนออกเดินทางของใบเฟิร์นเป็นยังไงบ้างครับ ?
เฟิร์นจะเป็นคนที่ก่อนเที่ยวจะต้องรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่นั้นค่อนข้างเยอะมากๆ ต้องมีทั้งแพลน A และแพลน B เผื่อมีอะไรผิดพลาด บางคนอาจมองว่าการไม่รู้อะไรเลยและไปหาความตื่นเต้นเอาข้างหน้าเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวนะคะ แต่เฟิร์นเป็นผู้หญิงแล้วก็เที่ยวคนเดียว มันเลยอาจจะอันตรายไปนิดถ้าเราไม่รู้อะไรเลย เฟิร์นรู้กระทั่งว่ามิจฉาชีพในแต่ละที่จะเข้ามาในรูปแบบไหนเพื่อจะได้เตรียมตัวป้องกันเอาไว้ จริงๆ บอกไว้ก่อนว่าเฟิร์นเป็นคนที่ซุ่มซ่าม โก๊ะๆ แล้วก็ทำของหายบ่อยมาก แต่ถ้าเที่ยวคนเดียวเฟิร์นจะต้องมีสติมากกว่าปกติหน่อยค่ะ. เพื่อนจะชอบบอกเฟิร์นว่าเวลาไปเที่ยวคนเดียวเนี่ย อย่าทำตัวเป็นนักท่องเที่ยว เพราะจะโดนจับจ้องได้ง่าย ดังนั้นเราต้องเดินทำหน้าขิงๆแบบ "ฉันไม่ใช่นักท่องเที่ยวนะ!' ให้เขารู้ว่าคนนี้คงหลอกไม่ได้หรอก แล้วเค้าก็จะไม่หลอกเรา แต่จริงๆ ถ้ามันมาหลอกเฟิร์นก็เชื่อไปแล้วค่ะ (หัวเราะ)

6.อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังจะไปเที่ยวคนเดียว หรือไม่กล้าออกไปเที่ยวคนเดียว ?
จริงๆ ไม่รู้ว่าแต่ละคนไม่กล้าเพราะอะไรนะ แต่ว่าเฟิร์นก็เป็นคนหนึ่งที่เคยไม่กล้ามาก่อน เคยรู้สึกว่าเราจะไหวเหรอ เราจะรอดเหรอ เพราะปกติเรามีชีวิตแบบที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรด้วยตัวเอง แล้วถ้าวันนึงเราต้องไปเที่ยวคนเดียวเราจะอยู่ได้จริงๆ ใช่ไหมล่ะ? แต่เฟิร์นเชื่อนะว่าถ้าเฟิร์นอยู่ได้ ทุกคนก็อยู่ได้อะ (หัวเราะ) มันไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้หรือยากเกินไปหรอก แล้วเฟิร์นว่าแบบยิ่งเจอปัญหามันยิ่งได้ฝึกให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งความสนุกในชีวิตที่ต้องลองแล้วจะติดใจ

 


7.สำหรับใบเฟิร์นแล้ว กระเป๋าเดินทางที่ดีต้องเป็นอย่างไร ?
อย่างแรกเลย เฟิร์นว่ากระเป๋าเดินทางมันเป็นหนึ่งในแฟชั่นของการเที่ยวที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้เรา สองคือเรื่องของการใช้งานซึ่งก็ต้องดีตามไปด้วย เหมือนคนน่ะแหละ หน้าตาดีอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องนิสัยดีด้วยใช่ไหมคะ (หัวเราะ) อย่างเฟิร์นเคยไปหลายที่ที่พื้นมันขรุขระ แล้วถ้าเกิดว่าล้อดันพังในระหว่างเดินทางเฟิร์นจะทำยังไง กระเป๋าที่ดีจึงต้องทำให้เราสะดวกสบาย คือมันก็ต้องคงทนน่ะ แล้วก็รู้สึกว่าน้ำหนักก็ต้องเบาด้วยเพราะอย่างที่บอกคือของข้างในเฟิร์นหนักอยู่แล้ว กระเป๋าจะมาหนักอีกไม่ได้ บางประเทศที่เฟิร์นไป อย่างอังกฤษก็ได้ ใต้ดินเขาไม่มีบันไดเลื่อนหรือลิฟต์ให้เฟิร์นเลยนะ เฟิร์นต้องยกกระเป๋าที่ใหญ่มากๆ แล้วก็เดินขึ้น-ลงเอง เราเลยรู้สึกว่ากระเป๋ามันก็ต้องตอบโจทย์ตรงนี้นิดนึง .อีกอย่างถ้ากระเป๋าเดินทางเรามีพื้นที่กำลังดี มันจะทำให้เราจัดกระเป๋าง่ายขึ้น ไม่ต้องมานั่งเสียเวลามากมาย สมมติขากลับเราซื้อของมาเยอะ เราก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวว่าจะต้องทิ้งอะไรไว้ที่นี่รึเปล่าเพราะเราสามารถขนกลับได้ทุกอย่างถ้ากระเป๋าเดินทางมีพื้นที่มากพอ

8.มีประสบการณ์กับกระเป๋าของ SAMSONITE ยังไงบ้าง ?
เฟิร์นใช้ SAMSONITE หลายทริปมากเลยนะ เฟิร์นมีอยู่ 2 - 3 ใบเฟิร์นคิดว่ากระเป๋าเดินทางของ SAMSONITE ตอบโจทย์การเดินทางได้ครบจริงๆ มีหลายทริปอย่างตอนเฟิร์นไปฟลอเรนซ์ที่อิตาลีบอกเลยว่าพื้นขรุขระมาก ปราบเซียนกระเป๋ามาก แต่เฟิร์นรอดมาได้และกระเป๋าเฟิร์นยังลากได้ปกติไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เราจะรู้สึกแย่มากถ้ากระเป๋ามาพังระหว่างทริปไม่มีใครอยากซื้อกระเป๋าใหม่ระหว่างเดินทางหรอกอีกอย่างกระเป๋า SAMSONITE ที่เฟิร์นมีมันไม่ยากกับการนำมา mix & match กับชุดของเฟิร์น เพราะว่ามันทำออกมาได้คลาสสิกแล้วก็เหมาะกับทุกการแต่งตัวอยู่แล้ว.


9. การไปเที่ยวและทำเพจให้อะไรกับใบเฟิร์นบ้าง?
การไปเที่ยวทำให้เฟิร์นมีความสุข หัวใจเราเต้นแรงตั้งแต่จัดกระเป๋าแล้วนะ มีความสุขตั้งแต่แพลนแล้วอ่ะ เฟิร์นเป็นคนที่แพลนเที่ยวเองตลอด 100% เพราะส่วนหนึ่งเรารู้สึกว่าพอไปถึงสถานการณ์นั้นจริงเราน่าจะจัดการอะไรเองได้ถ้าเรารู้รายละเอียดของมัน ตอนหาข้อมูลเฟิร์นก็มีความสุข จัดกระเป๋าก็มีความสุข เดินทางก็มีความสุข เจอปัญหาก็ยังมีความสุขแฝงอยู่ในนั้น ตอนถ่ายรูปก็มีความสุข ตอนมาเขียนบล็อคก็มีความสุข แชร์ให้คนได้ดูก็มีความสุข เวลาคนกลับมาถามว่าที่นี่ไปยังไงเหรอคะ? นู่นนี่นั่นยังไงเหรอคะ? การได้ตอบเค้าเราก็มีความสุข เรามีความสุขกับทุกอย่างเลยค่ะ .มีเรื่องที่อยากอวดด้วยนะ เฟิร์นเคยเล่าเรื่องนึงไปใน VLOG แล้วข้อนั้นดันออกสอบโอเน็ตอ่ะ แล้วก็มีเด็กที่บอกว่าหนูเพิ่งดู VLOG พี่ก่อนไปสอบหนูเลยตอบได้ อะไรอย่างงี้ แล้วเฟิร์นก็แบบภูมิใจมากเลยนะ เฟิร์นทำให้เด็กตอบได้ตั้ง 1 ข้อแน่ะ (หัวเราะ).

10. อยากฝากอะไรถึงคนที่ติดตามเพจ Bivoyage ไหมครับ ?
ก็ฝากเพจ Bivoyage ด้วยนะคะ ถ้าเกิดว่าใครชอบเที่ยว ชอบหาของกิน ชอบหาที่ใหม่ๆ ชอบถ่ายรูป คือจริงๆ มันเพจ Life-Style แหละ เฟิร์นว่าเพจเฟิร์นค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ได้มีแค่เรื่องเที่ยวอย่างเดียว . ตอนทำเพจแรกๆ เฟิร์นไม่เคยอยากบอกใครเลยว่าเฟิร์นเป็นนักแสดง เพราะเฟิร์นรู้สึกว่าถ้าเราบอกไปแล้วคนจะตั้งกำแพงกับเราไว้ในระดับหนึ่งว่าต้องเข้าถึงยากแน่ๆ เลย แต่เฟิร์นอยากเป็นเหมือนแบบ เราเป็นเพื่อนนะเธอ เรามาเล่าให้แกฟังไงว่าเราไปไหนมา คือมาคุยกับเฟิร์นได้ เฟิร์นอยากให้เป็นฟีลอย่างนั้นมากกว่า ซึ่งจริงๆ ทุกวันนี้ถามว่าเป็นอย่างนั้นไหม มันก็ค่อนข้างเป็นอย่างนั้นเลยนะ เฟิร์นรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างสนิทกับลูกเพจในระดับหนึ่งเลย ถ้าคนที่กล้าคุยกับเฟิร์นก็จะรู้ว่าจริงๆ เฟิร์นเป็นเพื่อนเค้าได้ ไม่ต้องมองว่าเฟิร์นเป็นดาราหรือเป็นแอดมินอะไร . ก็ดีใจที่ได้รู้จักกับทุกคนค่ะ ขอให้เป็นเพื่อนกันไปนานๆ นะคะ.